วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ชักธงรบ


ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เปิดเผยถึง จากการเปิดรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่ผ่านมา มีพรรคการเมืองส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ จำนวน 40 พรรค และ ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 34 พรรค โดยในจำนวนพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อไม่ส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 8 พรรค ประกอบด้วย หมายเลข 5 พรรครักประเทศไทย หมายเลข 24 พรรค บำรุงเมือง หมายเลข 25 พรรคกสิกรไทย หมายเลข 30 พรรคมหาชน หมายเลข 31 พรรคประชาชนชาวไทย หมายเลข 32 พรรครักแผ่นดิน หมายเลข 35 พรรคอาสามาตุภูมิ และ หมายเลข 40 พรรคมหารัฐพัฒนา ส่วนพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง แต่ไม่ส่ง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ มีเพียง 2 พรรค คือ พรรคอนาคตไทย และพรรคสยาม

สำหรับการเปิดรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ระหว่างวันที่ 23-28 พฤษภาคม 2554 ที่ผ่านมา มีพรรคการเมือง ส่งผู้สมัครจำนวนทั้งสิ้น 2,422 คน จาก 34 พรรค ทั่วประเทศ ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย จำนวน 375 คน พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน 288 คน พรรคประชาธิปไตยใหม่ 4 คน พรรคประชากรไทย 15 คน พรรคพลังชล 11 คน พรรคประชาธรรม 19 คน พรรคดำรงไทย 15 คน พรรคพลังมวลชน 16 คน พรรคประชาธิปัตย์ 375 คน พรรคไทยพอเพียง 7 คน พรรครักษ์สันติ 107 คน พรรคไทยเป็นสุข 10 คน พรรคกิจสังคม 79 คน พรรคไทยเป็นไท 12 คน พรรคภูมิใจไทย 188 คน

พรรคแทนคุณแผ่นดิน 15 คน พรรคเพื่อฟ้าดิน 158 คน พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย 38 คน พรรคการเมืองใหม่ 17 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 154 คน พรรคเสรีนิยม 12 คน พรรคชาติสามัคคี 10 คน พรรคมาตุภูมิ 47 คน พรรคชีวิตที่ดีกว่า 2 คน พรรคพลังสังคม 3 คน พรรคเพื่อประชาชนไทย 5 คน พรรคประชาสันติ 30 คน พรรคความหวังใหม่ 185 คน พรรคพลังคนกีฬา 128 คน พรรคพลังชาวนาไทย 3 คน พรรคไทยสร้างสรรค์ 1 คน พรรคเพื่อนเกษตรไทย 90 คน พรรคอนาคตไทย 1 คน พรรคสยาม 2 คน

ส่วนจังหวัดที่มีผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตมากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร มีผู้สมัครจำนวนทั้งสิ้น 311 คน รองลงมา จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 109 คน และจังหวัดขอนแก่น 98 คน โดยรายชื่อของผู้สมัครทั้ง 2 ระบบ ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติว่ามีครบถ้วนหรือไม่ จากนั้นจึงประกาศรายชื่อเป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งอย่างเป็นทางการต่อไป

ข้อมูลจาก http://www.ect.go.th/newweb/th/news/detail.php?id=2670&SystemModuleKey=cms



ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อนั้นจะมีอยู่จำนวน 125 คน ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีการแบ่งๆ กันไปในแต่ละพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครลงชิงชัยกันในครั้งนี้ ที่สำคัญก็คือ บรรดา ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อนั้น พรรคการเมืองเป็นผู้เลือกสรรกันมา ไม่ใช่ประชาชนเป็นผู้เลือก ดังนั้นจะเห็นได้ว่า บางคนพอเห็นชื่อเท่านั้นประชาชนหลายคนต้องส่ายหน้าอย่างไม่มีทางออก เพราะท่านผู้นั้นมีสิทธิที่จะได้เป็นท่าน ส.ส.ผู้ทรงเกียรติอย่างแน่นอนเนื่องจากมีชื่ออยู่ในลำดับต้นๆ ของบัญชีเสียด้วยและโอกาสที่พรรคนั้นจะได้จำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งอยู่แล้ว จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องทำใจกับความเป็นไปของกติกานี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ ก็คิดเสียว่าเป็นกรรมของบ้านเมืองก็แล้วกัน ถ้าหากพรรคการเมืองให้ความสำคัญกับเรื่องภายในของตนมากกว่าเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติ

ส่วน ส.ส.แบบแบ่งเขตนั้นย่อมเป็นที่รู้กันดีอยู่ภายในของแต่ละเขตล่วงหน้าแล้วว่า ใครจะเป็นผู้ได้รับเลือก เพราะบางคนก็นอนมาชนิดไม่ต้องใช้พระเดินนำหน้า ขนาดที่ว่าไม่ต้องออกมาเดินหาเสียงให้ปวดน่องเมื่อยล้าผิวเกรียมเสียเปล่าๆ ดูจะเป็นเรื่องปกติสามัญของบ้านเราเสียแล้วที่ผู้คนมากกว่าครึ่งประเทศจะพากันอ่อนล้าในอารมณ์เกี่ยวกับเรื่องทางการเมืองจนไม่อยากจะเข้ามาเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น แต่ก็จำใจมาใช้สิทธิ์ตามหน้าที่ นั่นเป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น เนื่องจากบางส่วนก็ไม่พยายามเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างจริงใจด้วยการไม่เข้ามาข้องแวะโดยเด็ดขาด ส่วนเหตุผลนั้นคงไม่ต้องกล่าวถึง เพราะมันมากมายมหาศาลพูดกันไปอีกสิบปีไม่มัวีนจบ

วิทยาการและเทคโนโลยีของโลกเราก้าวหน้าขึ้นทำให้การรับรู้ข่าวสารของประชาชนกว้างไกลมากขึ้น สามารถรับข่าวสารได้จากทุกช่องทางและจากทุกฟากฝ่าย ไม่ว่าจะฝ่ายธรรมะ หรือฝ่ายอธรรม แม้แต่จากฝ่ายที่เคยออกมายอมรับว่าบกพร่องโดยสุจริต ข่าวสารที่ได้รับนั้นก็ควรจะผ่านการไตร่ตรองให้ถ้วนถี่ มีการพิจารณาถึงเหตุผล ความถูกต้อง ผู้เสพข่าวสารก็จะต้องมีวิจารณญานในการกลั่นกรองข้อมูลตามวิธีการของแต่ละบุคคล ทั้งนี้ต้องอาศัยทั้งความรู้ ความสามารถ ความเที่ยงธรรม ของตนเองเป็นที่ตั้ง แต่สรุปแล้วไม่มีใครโง่ และก็ไม่มีใครฉลาด และก็ไม่มีใครรู้จักตัวของเราดีไปกว่าตัวของเราเอง

ท่านคิดว่าตัวท่านเองเหมาะสมกับตำแหน่งที่ต้องการแล้วหรือ ?
นั่นคือสิ่งที่บรรดาผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกท่านควรคำนึงถึง


0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ลมเพลมพัด

มาตรา ๖๘ บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้

ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว

ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้พรรคการเมืองใดเลิกกระทำการตามวรรคสองศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่งยุบพรรคการเมืองดังกล่าวได้

ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองตามวรรคสาม ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารของพรรคการเมืองที่ถูกยุบในขณะที่กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นระยะเวลาห้าปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งดังกล่าว

มาตรา ๖๙ บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้

มาตรา ๗๐ บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้

มาตรา ๗๑ บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศ รักษาผลประโยชน์ของชาติ และปฏิบัติตามกฎหมาย

(ที่มา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550)
หลักการ

ให้มีกฎหมายว่าด้วยนิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน ระหว่างวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2554

เหตุผล

เนื่องจากสังคมไทยที่ผ่านมาอยู่ในสภาวะที่สร้างความแตกแยกทางความคิดมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายให้แก่ชาติบ้านเมืองจนปัจจุบัน ด้วยสืบเนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองตกอยู่ในความคิดที่ไม่เคารพในระบอบประชาธิปไตย มีการชุมนุมประท้วงรัฐบาลจนนำไปสู้การยึดอำนาจการปกครอง เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เหตุการณ์นี้สร้างความขัดแย้งทางการเมืองและทางสังคมที่รุนแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนทำให้เกิดการใช้บังคับกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมสร้างความรู้สึกสับสนและไม่เท่าเทียม การเลือกปฏิบัติเกิดขึ้นในทางความคิดทางการเมืองของประชาชนเป็นวงกว้างจึงมีการชุมนุมประท้วงทางการเมืองของประชาชนจนเกิดการกระทำผิดต่อกฎหมายบ้านเมืองอันนำไปสู่การกล่าวหาและมีการดำเนินคดีกับผู้ที่เข้าร่วมการชุมนุมจำนวนมากทำให้ถูกจำกัดเสรีภาพและอิสรภาพในระหว่างการถูกกล่าวหาทางอาญา อันเป็นผลมาจากภาครัฐได้ประกาศและบังคับใช้กฎหมายที่เคร่งครัดและขาดความยืดหยุ่นจนเกินความจำเป็น ซึ่งสภาพปัญหาดังกล่าวได้เกิดเป็นปัญหาร้าวลึกลงไปสู้สังคมไทยในทุกระดับและนำมาซึ่งความหวั่นไหวขาดความเชื่อมั่นในการดำเนินชีวิตให้เป็นปกติสุขของประชาชนทั่วไป ปรากฏการณ์ดังกล่าวสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประเทศชาติทั้งทางด้านความมั่นคง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมอันดีงามของสังคมไทย ทั้งนี้ เมื่อได้คำนึงว่าบรรดาการกระทำต่างๆ ของประชาชนที่ได้กระทำไปเพื่อแสดงออกซึ่งความคิดทางการเมืองของประชาชน ซึ่งมีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความขัดแย้งในทางการเมืองอันเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ จึงสมควรให้มีการนิรโทษกรรมแก่ประชาชนในกรณีดังกล่าวเพื่อเป็นการให้โอกาสแก่ประชาชนซึ่งเป็นพลเมืองของประเทศและเป็นการรักษาคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทั้งเพื่อส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตยโดยใช้หลักนิติธรรม อันจะเป็นรากฐานที่ดีต่อการลดความขัดแย้ง และสร้างความปรองดองของคนในชาติ โดยต้องคำนึงถึงมูลเหตุจูงใจของการกระทำที่ประชาชนได้แสดงออกทางการเมืองเพื่อจะทำให้สังคมไทยและประเทศชาติกลับมาสู่ความสงบสุขเรียบร้อยมีความสมัครสมานสามัคคีร่วงแรงร่วมใจกันพัฒนาประเทศให้มีความมั่นคงและเข้มแข็งอย่างยั่งยืนต่อไป จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. ..."

มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา 3 ให้บรรดาการกระทำใดๆ ของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมือง หรือบุคคลซึ่งไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง แต่กระทำการนั้นมีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง โดยการกล่าวด้วยวาจาหรือโฆษณาด้วยวิธีการใด เพื่อเรียกร้องหรือให้มีการต่อต้านรัฐ การป้องกันตน การต่อสู้ขัดขืนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือการชุมนุม การประท้วงหรือการแสดงออกด้วยวิธีการใดๆ อันอาจเป็นการกระทบต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดของบุคคลอื่น ซึ่งเป็นเหตุการณ์สืบเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2554 ไม่เป็นความผิดต่อไปและให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง

การกระทำในวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงการกระทำใดๆ ของบรรดาผู้ซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจ หรือสั่งการให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองในห้วงระยะเวลาดังกล่าว

มาตรา 4 เมื่อพระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับแล้ว ถ้าผู้กระทำการตามมาตรา 3 วรรคหนึ่งยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาลหรืออยู่ในระหว่างการสอบสวน ให้พนักงานสอบสวนผู้ซึ่งมีอำนาจสอบสวน หรือพนักงานอัยการระงับการสอบสวนหรือการฟ้องร้อง หากถูกฟ้องต่อศาลแล้วให้พนักงานอัยการ หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องระงับการฟ้องหรือให้ถอนฟ้อง ถ้าผู้นั้นอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีไม่ว่าจำเลยร้องขอหรือศาลเห็นเอง ให้ศาลพิพากษายกฟ้องหรือมีคำสั่งจำหน่ายคดี ในกรณีที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษบุคคลใดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ ให้ถือว่าบุคคลนั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิด ถ้าผู้นั้นอยู่ระหว่างการรับโทษให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลงและปล่อยตัวผู้นั้น

มาตรา 5 การนิรโทษกรรมตามพระราชบัญบัตินี้ ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ได้รับนิรโทษกรรมในอันที่จะเรียกร้องสิทธิ หรือประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น

มาตรา 6 การดำเนินการใดๆ ตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่เป็นการตัดสิทธิของบุคคลซึ่งไม่ใช่องค์กรหรือหน่วยงานของรัฐในการเรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่ง จากการกระทำของบุคคลใดซึ่งพ้นจากความรับผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และทำให้ตนต้องได้รับความเสียหาย

มาตรา 7 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
นายกรัฐมนตรี
ในที่สุดร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ก็เป็นสายล่อฟ้าที่ทำงานได้ดีสมความมุ่งหมาย เพราะเป็นชนวนเหตุให้มีการยุบสภาเพื่อจัดการใหมีการเลือกตั้งใหม่ใน 2 ก.พ.57 เพื่อให้รัฐบาลสามารถเดินกลับมานั่งในสภาอย่างเท่ๆ ตามระบอบประชาธิปไตยแบบเดิมๆ ที่อาศัยคะแนนเสียงข้างมาก โดยไม่ต้องไปคำนึงว่าคะแนนจะได้มาด้วยวิธีการใดและจะมีประชาชนอีกสักกี่ล้านคน จะออกมาคัดค้านรัฐบาลอีกวาระหนึ่ง

เพราะเหตุผลที่สำคัญก็คือ วุฒิสภาได้ส่ง ร่างกฎหมายฉบับนี้กลับคืนมาที่สภาผู้แทนราษฎรซึ่งผ่านการพิจารณาวาระ 3 ไปแล้วในตอนตีสามกว่าๆ ดังนั้น หากมีผู้นำร่างกฎหมายฉบับนี้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร เมื่อพ้นจากวันที่วุฒิสภาส่งคืนมาแล้ว 180 วัน กฎหมายฉบับนี้ก็จะมีผลบังคับใช้โดยอัตโนมัติ

อย่าเผลอนอนหลับ และอย่ากะพริบตาเป็นอันขาด